ขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ จากวิกฤตโรคระบาด นโยบายเสียค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ ! นักวิชาการแนะ: กระจายแรงงานให้ครอบครัวผู้ด้อยโอกาสก่อน

ผู้อนุบาลต่างชาติ | แรงงานข้ามชาติ (ภาพประกอบเรื่อง / ภาพจากศูนย์ข้อมูล)

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความรุนแรงมากขึ้น อีกทั้งต้องเผชิญกับนโยบายแรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศเสียค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ของอินโดนีเซีย ทำให้ไต้หวันพบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานในครัวเรือน นักวิชาการเสนอ รัฐบาลควรจัดหาแรงงานให้ครอบครัวผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการการดูแลได้รับการช่วยเหลือก่อน นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  ทำให้สายการบินลดจำนวนเที่ยวบินและมาตรการป้องกันควบคุมโรคของประเทศต่างๆ เป็นผลให้แรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานในไต้หวันมีจำนวนลดลงอย่างมาก จนเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงาน นายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น และต้องใช้เวลารอนานกว่าเดิมถึงจะว่าจ้างแรงงานได้สักคน

ก่อนหน้านี้ กรณีที่แรงงานอินโดนีเซียถูกตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มมากขึ้น ทำให้ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคไต้หวันต้องสั่งระงับการนำเข้าแรงงานอินโดนีเซียถึงสองครั้ง และจากนโยบายแรงงานเดินทางไปทำงานต่างประเทศเสียค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ของอินโดนีเซียที่เริ่มขึ้นเมื่อต้นปีนี้ จึงคาดการณ์ได้ว่าในอนาคตแรงงานอินโดนีเซียจะมีจำนวน “ลดลงและแพงขึ้น” ซึ่งแรงงานในภาคสวัสดิการส่วนใหญ่กลับเป็นแรงงานจากอินโดนีเซีย จึงทำให้หลายครอบครัวที่ต้องการผู้อนุบาลต่างเกิดความกังวลไม่น้อย

สำหรับเรื่องนี้ กระทรวงแรงงานได้จัดประชุมเจรจากับฝ่ายอินโดนีเซีย นอกจากนี้ได้กล่าวว่าจะเร่งสำรวจตลาดเพื่อหาแรงงานจากชาติอื่นทดแทนแรงงานอินโดนีเซีย ตามรายงานจากสำนักข่าว CNA ซินปิ่งหลง(辛炳隆)  อาจารย์ประจำหลักสูตรปริญญาโทการพัฒนาบริหาร มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (Graduate Institute of National Development, NTU)ชี้ว่า ปัจจุบันหลายประเทศรวมทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ต่างมีความต้องการแรงงาน ซึ่งก่อให้เกิดเป็นอุปสงค์และอุปทานของตลาดแรงงาน ซินปิ่งหลงเรียกร้องให้รัฐบาลควรพิจารณากระจายแรงงานไปยังกลุ่มครอบครัวด้อยโอกาสที่มีความต้องการคนดูแลก่อน

ซินปิ่งหลง(辛炳隆) ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างแรงงานข้ามชาติในภาคอุตสาหกรรมและภาคสวัสดิการสังคม การว่าจ้างแรงงานข้ามชาติภาคอุตสาหกรรม โดยหลักแล้วเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นเพื่อแสวงหาผลกำไร แต่แรงงานในภาคสวัสดิการสังคม เป็นแรงงานที่มีความเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ เมื่อไม่สามารถแก้ปัญหาความต้องการผู้ดูแลผ่านกลไกตลาดได้  ครอบครัวด้อยโอกาสก็จะต้องเผชิญกับภาวะค่าใช้จ่ายการว่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น และความต้องการการดูแลไม่ได้รับการตอบสนอง

ซินปิ่งหลง(辛炳隆) เรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาให้เงินช่วยเหลือครอบครัวที่มีรายได้ต่ำปานกลาง สำหรับการว่าจ้างผู้อนุบาลหรือผู้ช่วยงานบ้านในครัวเรือนเพื่อลดต้นทุนในการว่าจ้าง หรืออาจให้ความช่วยเหลือผ่านหน่วยงานต่างๆ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อครอบครัวด้อยโอกาสไม่มีเงินว่าจ้างผู้อนุบาลท้องถิ่น และหน่วยงานดูแลผู้สูงอายุระยะยาวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้ จะให้พวกเขาทำอย่างไร ดังนั้น ซินปิ่งหลงจึงแนะนำว่า ควรคำนึงถึงความต้องการการดูแลของพวกเขา และมุ่งเน้นจัดหาแรงงานให้ครอบครัวด้อยโอกาสก่อน

Related Articles

Back to top button
Close