เมื่อไร้ซึ่งสถานะ รง.ข้ามชาติ เธอคือนักเขียน! เรื่องราวสุดซึ้งของผู้อนุบาลชาวอินโดนีเซียในไต้หวัน

การทำงานหนักตลอด 17 ปีที่ผ่านมาของเธอ เพียงเพื่อแสวงหาชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น มีความตั้งใจมุ่งมั่นอยากจะรีบเก็บเงิน เพื่อกลับไปอินโดนีเซีย กลับไปอยู่กับลูกชายที่พรากจากกันมาแสนนาน(ภาพจาก/ ONE FORTY)

ภายใต้ผ้าคลุมศีรษะสีทองที่ลายผ้าถูกแต่งแต้มไปด้วยรูปหยดน้ำสีฟ้าและสีส้ม  นอกจากตาสองชั้นที่คมลึกแล้ว สิ่งที่น่าประทับใจยิ่งกว่า คือรอยยิ้มอวดฟันขาวที่สดใส เธอคืออูมี่ (Umy) หนึ่งในสมาชิกทูตสันถวไมตรีขององค์กร One-Forty

อูมี่ในวัยย 44 ปี เริ่มไปทำงานในต่างประเทศเมื่อปี ค.ศ.1999 เคยเดินทางไปทำงานที่ประเทศสิงคโปร์ ฮ่องกงและไต้หวัน ด้วยความที่เธอชื่นชอบการเขียน เธอจึงนำเอาประสบการณ์ชีวิตที่พบเจอในสถานที่ต่างๆ มาเขียนเล่าเป็นเรื่องราว หนังสือเล่มแรกของเธอ “Genderang Cinta Nia(กลองที่รักของนีอา)” ถูกตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2003

สาเหตุที่หลงรักงานเขียน เพราะตอน ม.ต้น มีครูให้สนับสนุน

อูมี่ในสมัยมัธยมตอนต้น เป็นดั่งดวงดวงที่เปล่งประกายแวววาว มีนิสัยรักอ่านและการเขียน แม้ว่าเธอจะไม่เหมือนกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันที่ชื่นชอบการเต้นรำหรือเล่นดนตรี แต่ในโลกของอักษร อูมี่กลับฉายแสงที่มีลักษณะแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ในตอนนั้นห้องเรียนมีบอร์ดติดประกาศ ซึ่งนอกจากจะติดประกาศแจ้งข่าวสารต่างๆของโรงเรียนแล้ว ผลงานของอูมี่มักถูกคุณครูชื่นชม และถูกนำมาติดไว้กับบอร์ดดังกล่าวเป็นประจำ

ภายใต้การสนับสนุนและกำลังใจจากคุณครู พลังของตัวอักษรก็ได้พัฒนาไปพร้อมกับการเติบโตของเธอ และนี่จึงกลายเป็นแรงจูงใจให้อูมี่เข้าร่วมชมรม Forum Lingkar Pena (ชมรมการเขียนของชาวอินโดนีเซียในไต้หวัน) ฝึกฝนงานเขียนอย่างต่อเนื่อง คนในชมรมต่างเรียกอูมี่ว่า Bunda (ภาษาอินโดนีเซีย : แม่) เพราะนอกจากอูมี่จะเหมือนคุณแม่ที่คอยดูแลเอาใจใส่เพื่อนๆในชมรมแล้ว อูมี่(Umy)ในภาษาอาหรับยังหมายถึงแม่อีกด้วย นานวันเข้า ชื่อเรียก Bunda ก็หยั่งรากลึกลงในหัวใจของอูมี่ จนกลายเป็นนามปากกาของเธอ

“ฉันชื่นชอบ Chairil Anwar มาก ทุกครั้งที่ฉันอ่านบทกวีของเขา ฉันรู้สึกได้ถึงความพยายามและพลังชีวิตของเขา มันทำให้ฉันก้าวต่อไปได้”

พบกันผ่านหน้าจอ เต็มไปด้วยความคิดถึงบ้าน

ปี ค.ศ. 2004 อูมี่กลับไปแต่งงานที่อินโดนีเซียและให้กำเนิดบุตรชาย เมื่อลูกอายุได้สองขวบ ทางบ้านมีฐานะลำบาก เธอจึงตัดสินใจไปทำงานกับพี่สาวที่ฮ่องกง ในช่วงห้าปีของการทำงานในฮ่องกง อูมี่ช่วยดูแลเด็กแรกเกิดจนเด็กน้อยอายุได้ 5 ขวบ แต่ลูกแท้ๆของเธอกลับอยู่ในอินโดนีเซีย ที่พบเจอกันได้ผ่านทางหน้าจอเท่านั้น

“ตอนอยู่ฮ่องกงแล้ววิดีโอคอลหาลูกชาย บางครั้งลูกชายก็จะอิจฉา คิดว่าฉันรักเด็กคนนั้นมากกว่าเขา”

การที่ต้องห่างจากครอบครัว เป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุดสำหรับอูมี่ในตอนนั้น ในขณะที่ตนอยู่เคียงข้างคอยมองดูการเติบโตของลูกคนอื่น กลับพลาดโอกาสที่จะเห็นการเติบโตทุกช่วงอายุของลูกในไส้ของตน

หนึ่งปีก่อนหมดสัญญาที่ฮ่องกง พ่อของเธอที่อยู่ที่อินโดนีเซียเจ็บป่วย อูมี่จึงยกเลิกสัญญาในฮ่องกง และเดินทางกลับไปดูแลพ่อที่อินโดนีเซีย แต่แล้ว หลังจากที่พ่อของเธอได้พบอูมี่ หนึ่งสัปดาห์ต่อมา พ่อของเธอได้จากไปอย่างสงบ ราวกับได้ทำความปรารถนาสุดท้ายเสร็จแล้ว

หลังจากบอกอำลาคุณพ่อที่จากไป อูมี่จัดการกับสภาพจิตใจตัวเอง จากนั้นยังคงตัดสินใจที่จะไปทำงานหาเงินในต่างประเทศ แต่ความสัมพันธ์กับเด็กฮ่องกงคนนั้น  กลัวว่าอนาคตตนเองจะตกอยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถตัดขาดความผูกพันที่เกิดขึ้นได้ เป็นเหตุให้เธอไม่เดินทางไปทำงานในฮ่องกง แต่เลือกที่จะมาไต้หวัน

ไต้หวันเป็นเมืองที่ปลอดภัย มีความอ่อนโยน ถ้าเรียนภาษาจีนได้เร็วกว่านี้ก็คงได้

“ไต้หวันเป็นเมืองที่ปลอดภัย และมีความอ่อนโยน เดินทางไปที่ไหนก็รู้สึกปลอดภัย และไม่ว่าจะไปที่ไหนรถไฟ รถเมย์ก็ตรงเวลา แบบนี้เราก็สามารถจัดการเวลาได้ว่าจะออกจากบ้านกี่โมง”

หลังจากได้ใช้ชีวิตในสามสถานที่ สัมผัสกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป อูมี่ใช้ภาษาจีนที่คล่องแคล่วบรรยายไต้หวันในมุมมองของเธอ

ถึงแม้อูมี่ที่อยู่ไต้หวันเป็นเวลานานกว่าสิบปี จะสามารถพูดภาษาจีนได้อย่างคล่องแคล่ว แต่นึกย้อนกลับไปในช่วงแรกที่มาไต้หวัน เธอยังคงมีความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องน่าอาย ที่เกิดขึ้นเพราะพูดภาษาจีนไม่ได้

ตัวอย่างเช่น นายจ้างเคยให้อูมี่ช่วยยื่นน้ำตาลให้ ( น้ำตาลภาษาจีนคือ糖อ่านว่า ถัง ) แต่อูมี่กลับยื่นซุปให้นายจ้าง ( ซุปภาษาจีนคือ湯 อ่านว่า ทัง ) เพราะภาษาอินโดนีเซียไม่มีวรรณยุกต์ ทำให้อูมี่แยกเสียงวรรณยุกต์ในภาษาจีนไม่ออก นั่นกลายเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากในช่วงแรกที่มาทำงานในไต้หวันของอูมี่ สำหรับภาษาที่เราใช้จนคุ้นชินในชีวิตประจำวัน อาจเป็นหนึ่งในอุปสรรคที่ทำให้แรงงานข้ามชาติที่เพิ่งเข้ามาทำงานในไต้หวัน ไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตในไต้หวันได้

ปัญหาการสื่อสารกับนายจ้าง คือสิ่งที่แรงงานข้ามชาติจำนวนมากมีความหวังที่ต้องการแก้ไขให้ดีขึ้น แม้ว่าอูมี่จะทำงานหนักทำให้ไม่มีเวลาเข้าเรียนวิชาภาษาจีนขององค์กร One-Forty แต่เมื่อเธอนึกย้อนกลับไปในตอนนั่งอยู่ที่ห้องโถงกลางสถานีรถไฟไทเป พบทางองค์กรกำลังหานักเรียนมาเข้าเรียน เธอได้บรรยายภาพนั้นว่า :

“สำหรับพวกเราที่มีความกระหายที่จะเรียนรู้  One-Forty ก็เหมือนกับน้ำ ที่ดับความกระหายของเราได้”

อักษรจีนที่ฉันชอบที่สุดคือคำว่า (ออก)  ภูเขาสองลูก แสดงถึงอิสรภาพ

เมื่อถามว่าเธอชื่อชอบตัวอักษรจีนตัวไหนมากที่สุด หลังครุ่นคิดชั่วครู่ อูมี่ก็พูดว่า คืออักษร“出”(อ่านว่า ชู หมายถึง ออก) ราวกับเป็นอักษรที่แสดงให้เห็นว่าตลอดชีวิตการทำงานกว่า 17 ปีที่ผ่านมาของเธอ เพียงเพื่อแสวงหาชีวิตที่เป็นอิสระมากขึ้น มีความตั้งใจมุ่งมั่นอยากจะรีบเก็บเงิน เพื่อกลับไปอินโดนีเซีย กลับไปอยู่กับลูกชายที่พรากจากกันมาแสนนาน

เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา อูมี่ได้คลิกเลือกรูปลูกชายจากอัลบั้มรูปบนหน้าจอมือถือ เธอได้เลื่อนรูปไปทีละภาพ ทีละภาพ เด็กชายตัวเล็กที่ปรากฎตัวบนมือถือก็ค่อยๆเติบโตขึ้น พอพูดถึงลูกของเธอ อูมี่ก็เกิดความตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “เขาร้องเพลงได้ดีมาก” “ตอนนี้เขาเป็นมือเบสของวงดนตรีในโรงเรียนด้วย” “ตอน ม.ต้น เขาส่งบทกลอนเกี่ยวกับแม่เข้าประกวด ยังได้รับรางวัลจากที่บ้านเกิดเราด้วย” อูมี่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับลูกชายของตนอย่างภาคภูมิใจ แม้ว่าตลอด 17 ปีที่ผ่านมา เธอจะทำงานในต่างประเทศมาโดยตลอด แต่ความห่วงใยที่เธอมีต่อลูกชาย ความสัมพันธ์กับลูกชาย ไม่เคยเลือนหายไปเพราะความห่างไกล

สุดท้าย เมื่อถามว่าสิบปีหลังจากนี้จะทำอะไร เธอตอบโดยไม่คิดว่าจะเปิดร้านหนังสือ และเธอก็ได้บรรยายภาพร้านหนังสือในความจินตนาการ “ทันทีที่เดินเข้าร้าน ด้านซ้ายมือจะมีบริการกาแฟ ด้านขวามือจะมีตู้หนังสือหลายชั้นวางเรียงอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ แต่ต้องมีสวนดอกไม้สักสวน ทุกคนก็จะสามารถนั่งเขียนบันทึก พูดคุย และแบ่งปันเรื่องราวได้ที่นี่  ”

ดวงตาของอูมี่เปล่งประกายเมื่อเล่าถึงความฝันที่อยู่ในใจ โลกในจินตนาการของเธอราวกับไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่จะกำลังจะเป็นรูปเป็นร่างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

สนับสนุนพวกเรา ให้แรงงานข้ามชาติทุกคนกล้าที่จะไล่ตามความฝัน

ทุกๆปี มีแรงงานข้ามชาติเช่นอูมี่มากกว่า 30,000 คน พวกเขาข้ามน้ำข้ามทะเล ห่างไกลบ้านเกิดเมืองนอน เดินทางไปทำงานในต่างแดนเพียงลำพัง ตั้งใจทำงานอย่างหนักเพื่อทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งพวกเขาทุกคนเป็น “มนุษย์” คนหนึ่ง นอกเหนือจากทำงานแล้ว พวกเขาแต่ละคนต่างมีเรื่องที่ตนสนใจ มีความใฝ่ฝัน มีความหวัง บางที เราอาจค้นพบคนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตอย่างอูมี่ และอาจเป็นคนที่กลายเป็นแรงบันดาลใจช่วยผลักดันให้พวกเขากล้าที่จะล่าฝันก็เป็นได้

Related Articles

Back to top button
Close