คุณแม่แรงงานข้ามชาติตั้งครรภ์ตกอยู่ในสภาวะลำบาก NGO ดันแผนช่วยเหลือ: ให้พวกเขาได้สร้างครอบครัว

สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวนช่วยเหลือให้ที่พักพิงพ่อแม่แรงงานข้ามชาติและเด็กทารก (ที่มารูปภาพ :สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวน )

ไต้หวันมีประชากรแรงงานข้ามชาติประมาณ 700,000 คน ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมและระบบดูแลระยะยาวของไต้หวัน แต่กฎหมายในปัจจุบันกลับทำให้สิทธิประโยชน์แรงงานยากที่จะได้รับการคุ้มครอง ผู้อนุบาลต่างชาติในไต้หวันส่วนใหญ่เป็นหญิงสาวอายุประมาณ 20 ปี การจากบ้านมาทำงานถึงแดนไกล จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะมีความรักในไต้หวัน  ตั้งครรภ์และคลอดบุตร แต่ก็อาจเป็นผลให้ประสบกับปัญหาการตกงาน ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม หรือไม่สามารถจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (NGO) สมาคมบริการประชาชน (Serve the People Association-SPA) ในนครเถาหยวน จึงมีโครงการจัดกิจกรรมระดมทุนในวันที่ 20 กรกฎาคม เพื่อช่วยเหลือคุณแม่แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์ อู๋เจียเชียน(吳佳芊) ฝ่ายประชาสัมพันธ์องค์กร ได้ให้สัมภาษณ์สถานการณ์ปัจจุบันและชะตากรรมของคุณแม่แรงงานข้ามชาติกับทางหนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง

อู๋เจียเชียนชี้ว่า ในเบื้องต้น แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์จะประสบปัญหาการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม ตาม “กฎหมายความเสมอภาคทางเพศในการทำงาน” นายจ้างไม่สามารถเลิกจ้างแรงงานข้ามชาติเนื่องจากตั้งครรภ์ได้ แต่ในสถานการณ์จริง แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์มักประสบการสภาวะเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมทันที ถึงแม้จะมีการร้องเรียน แต่ท้ายที่สุดก็มักถูกเพิกถอนคำร้อง และไม่ว่าจะเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรมซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน หรือแรงงานภาคครัวเรือน ล้วนประสบชะตากรรมเดียวกันที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว

สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวนช่วยเหลือให้ที่พักพิงพ่อแม่แรงงานข้ามชาติและเด็กทารก (ที่มารูปภาพ :สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวน )

แรงงานข้ามชาติที่ถูกเลิกจ้างและต้องตกงานหลังจากตั้งครรภ์ ทำให้พวกเขาที่แต่เดิมมีความลำบากทางการเงิน กลับต้องประสบกับความลำบากมากยิ่งขึ้น อู๋เจียเชียนชี้ว่า แรงงานข้ามชาติที่มาทำงานในไต้หวัน ส่วนใหญ่ล้วนต้องจ่ายค่าเอเย่นต์ที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้ช่วงเริ่มมาทำงานในไต้หวัน พวกเขาก็มีหนี้ก้อนโตอยู่แล้ว อีกทั้งพวกเขาต่างเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัว ต้องส่งเงินบ้านเกิดเป็นประจำ หากต้องตกงานเพราะตั้งครรภ์ ไม่เพียงแต่ต้องเผชิญวิกฤตกับการเอาตัวให้รอด  แต่ครอบครัวที่ประเทศบ้านเกิดของพวกเขาก็ต้องประสบปัญหาทางการเงินด้วยเช่นกัน ภายใต้แรงกดดันทางการเงินที่หนักหนาเช่นนี้ หากคุณแม่แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์ไม่มีองค์กร NGO เข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที พวกเขาอาจถูกบีบบังคับให้หลบหนีและไปทำงานผิดกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด ท้ายที่สุดแล้วกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ที่ไม่สามารถกลับเข้าสู่ระบบการว่าจ้างแรงงานถูกกฎหมายได้ และจำเป็นต้องทำงานที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

เนื่องจากแรงงานข้ามชาติได้จ่ายค่าประกันสุขภาพแห่งชาติ ดังนั้นในส่วนของค่าตรวจครรภ์และคลอดบุตรจะได้รับเงินทดแทนบางส่วนจากประกันสุขภาพ แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆหลังคลอด ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพช่วงพักฟื้น ค่านมผง ผ้าอ้อม ล้วนเป็นรายการที่ต้องจ่าย และหากทารกน้อยเกิดป่วยเป็นโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาลที่จะตามมาก็เป็นตัวเลขที่คาดเดาไม่ได้เลย อู๋เจียเชียนเล่าว่า ก่อนหน้านี้ ทางสมาคมดูแลเคสคุณแม่แรงงานข้ามชาติรายหนึ่งที่คลอดบุตรก่อนกำหนด ทำให้ต้องอยู่โรงพยาบาลนานกว่าเดิม และทารกยังต้องอยู่ในตู้อบ กรณีแบบนี้ ถึงแม้จะได้รับเงินทดแทนจากประกันสุขภาพอยู่บ้าง แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติ ก็ถือเป็นภาระที่หนักพอสมควร นอกจากความลำบากทางการเงิน แรงงานข้ามชาติจำนวนมากกังวลปัญหาสถานะของตน หรือไม่ก็กังวลปัญหาด้านภาษา เป็นเหตุให้ไม่กล้าไปตรวจครรภ์ที่โรงพยาบาล สุดท้ายกลับไปหาหมอทำคลอดเถื่อนหรือไม่ก็คลอดเด็กเองตามห้องน้ำสาธารณะ ซึ่งทำให้สุขภาพของแม่และเด็กน่าเป็นห่วงอย่างมาก

“สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวน” ให้ความช่วยเหลือการดำรงชีพของคุณแม่แรงงานข้ามชาติในระหว่างที่พวกเขาคลอดบุตร ซึ่งรวมถึงอาหารสามมื้อและการรักษาพยาบาล อีกทั้งให้ความช่วยเหลือดูแลมารดาพักฟื้นสองเดือนหลังคลอดและช่วยดูแลเด็กทารก หลังจากนั้นช่วยแรงงานดำเนินเรื่องเปลี่ยนโอนย้ายนายจ้างใหม่ ขณะเดียวกัน ทางสมาคมก็ยังให้ความช่วยเหลือดำเนินเรื่องขอบัตรถิ่นที่อยู่ให้แก่เด็กทารกน้อย

โดยทั่วไปแล้ว เพื่อให้เด็กทารกได้รับการดูแลที่ดี คุณแม่แรงงานข้ามชาติมักจะส่งเด็กกลับประเทศบ้านเกิดหลังจากคลอดได้ 3 เดือน ให้ครอบครัวที่บ้านช่วยดูแล แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19เมื่อปีที่แล้ว ทำให้คุณแม่และเด็กทารกไม่สามารถเดินทางกลับบ้านเกิดได้ การยื่นเวลาพำนักออกไปเช่นนี้ ทำให้แรงงานข้ามชาติและสมาคมต่างต้องแบกรับภาระและแรงกดดันที่หนักขึ้น นอกจากนี้ ตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับปัจจุบัน เมื่อแรงงานข้ามชาติเปลี่ยนนายจ้างใหม่ เด็กทารกก็จะต้องตามไปเช่นกัน แต่ตามความเป็นจริงคือ คุณแม่แรงงานข้ามชาติไม่สามารถพาลูกไปทำงานด้วยได้ ดังนั้น เด็กทารกจึงยังคงอยู่ในความดูแลของสมาคม เนื่องด้วยไม่ได้รับเงินอุดหนุนใดๆจากรัฐบาล ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ก็มาจากความช่วยเหลือจากทางสมาคม เมื่อเผชิญกับการะแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ส่งผลให้สมาคมเกิดภาวะวิกฤตทางการเงินเช่นกัน

สำหรับการแก้ปัญหาสถานการณ์แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์ อู๋เจียเชียนเห็นว่า หากเทียบกับการคุ้มครองดูแลสิทธิประโยชน์เด็กทารกในด้านต่างๆ ควรดำเนินจัดการการคุ้มครองสิทธิประโยชน์แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์เสียก่อน โดยเริ่มจากการบังคับใช้ “กฎหมายความเสมอภาคทางเพศในการทำงาน” จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงปัญหาแรงงานข้ามชาติถูกเลิกจ้างเนื่องจากการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นวงจรอุบาทว์เหล่านี้

“สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวน” มีโครงการระดมทุนทุกปี สำหรับการนำประเด็นคุณแม่แรงงานข้ามชาติตั้งครรภ์มาเป็นแกนหลักในการระดมในปีนี้ สาเหตุสืบเนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19ที่ส่งผลให้เด็กทารกที่เกิดจากแรงงานข้ามชาติต้องพำนักในไต้หวัน ประกอบกับภายใต้การแพร่ระบาด โอกาสเปลี่ยนนายจ้างใหม่ของแรงงานข้ามชาติลดลง และก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานยังออกประกาศห้ามแรงงานเปลี่ยนย้ายนายจ้าง ปัจจัยต่างๆทำให้ในปีนี้ทางสมาคมได้รับเรื่องขอความช่วยเหลือจากคุณแม่แรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้น เป็นเหตุให้เงินทุนของทางสมาคมประสบภาวะวิกฤต ด้วยเหตุนี้ ทางสมาคมจึงตัดสินใจจัดกิจกรรมระดมทุนในวันที่ 20 ก.ค. อย่างเป็นทางการ อู๋เจียเชียนกล่าวว่า “แรงงานข้ามชาติเดินทางมาไต้หวันเพื่อดูแลสมาชิกในครอบครัวของเรา เป็นกำลังสำคัญที่สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมของไต้หวัน เป็นความหวังให้กับครอบครัวของเรา หากพวกเขาอยากสร้างครอบครัว พวกเราก็อยากรวบรวมความรักของสังคม เพื่อมอบให้พวกเขาได้สร้างครอบครัวแห่งความหวังสำหรับตัวพวกเขาเอง”

สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวนกิจกรรมระดมทุนช่วยเหลือคุณแม่แรงงานข้ามชาติที่ตั้งครรภ์ (ที่มารูปภาพ :สมาคมบริการประชาชนนครเถาหยวน )

Related Articles

Back to top button
Close