นโยบายห้ามโอนย้ายนายจ้าง ทำให้ รง.ข้ามชาติทะลุหมื่นตกงาน NGO เรียกร้อง ก.แรงงานจ่ายเงินชดเชย

ผู้อนุบาลต่างชาติ | แรงงานข้ามชาติ (ภาพประกอบเรื่อง / ภาพจากศูนย์ข้อมูล)

หลังจากที่กระทรวงแรงงานประกาศห้ามแรงงานข้ามชาติโอนย้ายนายจ้างใหม่ชั่วคราว เมื่อวันที่  7 มิถุนายน เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เป็นผลให้แรงงานข้ามชาติทะลุหมื่นต้องสูญเสียอาชีพการงานอย่างกะทันหัน ประสบปัญหาทางการเงิน ประกอบกับนโยบายดังกล่าวไม่มีการประกาศหรือประชาสัมพันธ์ข้อมูลเป็นภาษาต่างประเทศ แรงงานข้ามชาติจำนวนมากสับสนและไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำได้เพียงขอความช่วยเหลือไปยังองค์กร NGO เมื่อวันที่  13 ก.ค. เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ได้จัดงานแถลงข่าวโดยชี้ว่า มาตรการเยียวยาผลกระทบจากสถานการณ์โรคโควิด-19 ของภาครัฐหลงลืมกลุ่มแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ที่เป็นกำลังสำคัญของอุตสาหกรรมและระบบการดูแลระยะยาวของไต้หวัน หลังจากไต้หวันประกาศยกระดับมาตรการป้องกันระดับ 3 ไม่ว่าจะเป็นประกาศห้ามแรงงานข้ามชาติออกนอกสถานที่ หรือห้ามแรงงานข้ามชาติโอนย้ายนายจ้างชั่วคราว ล้วนเป็นการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามหลักการปฏิบัติต่อพลเมืองอย่างเท่าเทียมกัน พร้อมทั้งชี้ว่า รัฐบาลควรจ่ายค่าชดเชยช่วงระหว่างการห้ามแรงงานข้ามชาติเปลี่ยนย้ายนายจ้าง

จากสถิติของกระทรวงแรงงาน ณ วันที่ 5 มิถุนายน แรงงานข้ามชาติที่ได้ยื่นขอโอนย้ายนายจ้างและได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแรงงาน หรือแรงงานข้ามชาติที่รอโอนย้ายนายจ้างใหม่ มีจำนวน 9,844 คน หากรวมถึงแรงงานที่ “ยื่นเรื่องขอโอนย้ายงาน แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ” และกรณีข้อพิพาทระหว่างแรงงานและนายจ้างที่ต้องเลื่อนออกไปไม่สามารถไกล่เกลี่ยได้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งนายจ้างเองก็ไม่จ่ายค่าจ้างแล้ว จำนวนผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดทะลุหมื่นราย อย่างไรก็ดี แรงงานข้ามชาติกว่าหมื่นรายเหล่านี้ได้สูญเสียโอกาสในการรายได้เลี้ยงชีพจาก “การระงับไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างแรงงานและนายจ้างชั่วคราว” และ “นโยบายห้ามเปลี่ยนโอนนายจ้าง” ของกระทรวงแรงงาน เมื่อพิจารณาจากแรงงานข้ามชาติมักเป็นเสาหลักในการหารายได้เพื่อเลี้ยงครอบครัวที่บ้านเกิดของพวกเขา หมายความว่าอาจมีครอบครัวกว่าหมื่นครอบครัวต้องประสบกับปัญหาทางการเงินในชั่วข้ามคืน

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT)ชี้ว่า เดิมที ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับแรงงานข้ามชาติที่ต้องการโอนย้ายนายจ้าง เนื่องจาก “กฎหมายการจ้างงาน” กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า  “โดยหลักงานแล้วแรงงานข้ามชาติห้ามโอนย้ายระหว่างสัญญา อนุญาตในบางกรณีเฉพาะ” ดังนั้นจำนวนแรงงานข้ามชาติที่โอนย้ายนายจ้างในไต้หวันถือว่ามีน้อย และกรณีส่วนใหญ่เป็นเหตุการณ์ที่ไม่ใช่สาเหตุของแรงงานข้ามชาติ เช่น แรงงานข้ามชาติไม่ได้รับค่าจ้างล่วงเวลา ถูกมอบหมายให้ทำงานที่นอกเหนือจากที่ระบุในใบอนุญาตการจ้างงาน เป็นต้น หลังจากข้อพิพาทเกิดขึ้น โดยปกติแล้วบริษัทจัดหางานมักจะนำตัวแรงงานข้ามชาติออกจากโรงงานดังกล่าว เมื่อไม่ได้ทำงาน พวกเขาก็จะไม่ได้รับค่าจ้างเช่นกัน อย่างไรก็ดี เมื่อต้องเผชิญกับประกาศห้ามเปลี่ยนย้ายงานและระงับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชั่วคราว ทำให้ชีวิตที่ขาดรายได้ของแรงงานข้ามชาติต้องยืดเยื้อต่อไป

นอกจากนี้ แรงงานข้ามชาติในไต้หวันมักจะได้รับเพียงเงินเดือนขั้นพื้นฐาน ซึ่งเงินเดือนของผู้อนุบาลข้ามชาตินั้นมีเพียง 17000 เหรียญไต้หวันเท่านั้น แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ นอกจากจะถูกหักเบี้ยประกันภัยแรงงาน เบี้ยประกันสุขภาพ และต้องเสียภาษีรายได้แล้ว ยังต้องถูกหักค่าอาหาร ที่พัก ค่าบริการรายเดือนของบริษัทจัดหางาน ค่าตรวจสุขภาพ ค่าธรรมเนียมทำบัตรถิ่นที่อยู่และอื่นๆอีกมากมาย ยิ่งไปกว่านั้น บางคนยังเป็นหนี้ก้อนโตจากประเทศบ้านเกิด ที่กู้มาเพื่อจ่ายค่าบริษัทจัดหางานหรือค่าหัวคิวราคาแพง เพื่อที่จะได้มาทำงานในไต้หวัน แรงงานข้ามชาติในไต้หวันที่ได้เพียงค่าจ้างขั้นต่ำ ประกอบกับต้องส่งเงินกลับบ้านเกิดเพื่อช่วยเหลือครอบครัว  เป็นเรื่องยากสำหรับแรงงานข้ามชาติในการออมเงินเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เมื่อเผชิญกับนโยบายห้ามโอนย้ายนายจ้างของกระทรวงแรงงาน ราวกับเป็นการตัดข้าว ตัดน้ำของพวกเขาเลยก็ว่าได้ และระหว่างที่แรงงานข้ามชาติรอโอนย้ายนายจ้าง อาจถูกเรียกเก็บค่าอาหาร ค่าที่พักจากเอเย่นต์  อีกประการหนึ่งคือ มาตรการนี้กลับจำกัดเฉพาะในกลุ่มแรงงานข้ามชาติเท่านั้น แต่แรงงานท้องถิ่นกลับไม่ถูกจำกัดด้วยมาตรการใดๆเหล่านี้ สะท้อนถึงการปฏิบัติแบบสองมาตรฐาน

แม้ว่ากระทรวงแรงงานจะอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติภาคสวัสดิการสังคมโอนย้ายนายจ้างได้เมื่อวันที่ 7 ก.ค. และเมื่อวันที่ 13 ก.ค. อนุญาตให้แรงงานทุกประเภทโอนย้ายนายจ้างได้ตามปกติ แต่เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวันตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงเวลาดังกล่าว แรงงานข้ามชาติต้องตกงานและประสบกับสถานการณ์ห้ามโอนย้ายงานใหม่ราว 25 – 37 วัน ส่งผลกระทบต่อสิทธิและรายได้ของแรงงานข้ามชาติอย่างร้ายแรง

ขณะเดียวกัน เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวันชี้ว่า ประเด็นการห้ามแรงงานข้ามชาติโอนย้ายนายจ้างในครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นว่าหลักประกันคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติไม่เพียงพอ โดยทั่วไปแล้วแรงงานท้องถิ่นมักจะทำประกันภัยการจ้างงาน หากประสบกับสถานการณ์ที่ต้องลาออกโดยไม่สมัครใจ ภายใน 6 เดือน พวกเขาก็จะได้รับเงิน 60% ของวงเงินเอาประกันจากกรณีว่างงาน เพื่อช่วยประทังชีวิตขั้นพื้นฐาน แต่สำหรับแรงงานข้ามชาติ ไม่มีการประกันภัยในส่วนนี้ เนื่องจากกฎหมายประกันภัยการจ้างงาน มาตรา 5 ระบุชัดเจนว่าแรงงานที่เป็นชาวต่างชาติไม่สามารถเข้าร่วมการประกันได้

อย่างไรก็ดี แรงงานข้ามชาติก็อาจเผชิญกับสถานการณ์โดนไล่ออก หรือต้องลาออกโดยไม่สมัครใจ แต่กลับไม่มีหลักประกันการลาออกโดยไม่สมัครใจ หลังตกงานก็ไม่มีรายได้ใดๆ  ทำให้ต้องกู้ยืมเงินเพื่อประทังชีวิตจนกว่าจะได้งานใหม่ หากได้รับการคุ้มครองจาก “ประกันการจ้างงาน”  บางทีอาจสามารถบรรเทาผลกระทบจาก “นโยบายห้ามโอนย้ายนายจ้างใหม่” ลงได้ แต่เนื่องจากหลักประกันคุ้มครองแรงงานข้ามชาติที่ไม่เพียงพอ ทำให้นโยบายห้ามโอนย้ายนายจ้างใหม่ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของพวกเขาอย่างหนัก นอกจากนี้ จากสถานการณ์การแพร่ระบาดในครั้งนี้ และจากนโยบายเยียวยาโควิดของภาครัฐ ทำให้พบว่าแรงงานข้ามชาติซึ่งถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานาน กลับถูกละเลยอย่างไม่น่าแปลกใจอีกครั้ง

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน เรียกร้องให้กระทรวงแรงงานจ่ายค่าชดเชยให้แรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบ กระทรวงแรงงานควรจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากการประกาศเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เรื่องการเลื่อนไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างแรงงานและนายจ้าง และประกาศของวันที่ 5 มิ.ย. ห้ามแรงงานข้ามชาติโอนย้ายนายจ้างชั่วคราว โดยจ่ายเงินเยียวยาให้แรงงานข้ามชาติครั้งละ 10,000 เหรียญไต้หวันนับตั้งแต่วันที่แรงงานได้รับผลกระทบ และเมื่อช่วงเวลาที่รับผลกระทบผ่านไปครบ 30 วัน ต้องจ่ายเงินเยียวยาเป็นครั้งที่สอง 10,000 เหรียญไต้หวัน นอกจากนี้ รัฐบาลควรแก้ไขกฎหมายประกันการจ้างงานโดยเร็วที่สุด เพื่อให้แรงงานข้ามชาติทุกคนมีสิทธิ์ในการเข้าร่วมการประกัน

Related Articles

Back to top button
Close