ช่วงวิกฤตโควิด รง.ข้ามชาติหลบหนีกลายเป็นกลุ่มคนถูกลืม ส.ส. ภาคประชาสังคม หวังเปลี่ยนสถานะให้ถูกกฎหมาย

.. ไล่เซียงหลิง (ที่มารูปภาพ : จากเพจเฟสบุ๊คของไล่เซียงหลิง)

หลังจากการระบาดของโรคโควิด-19 นับตั้งแต่คลัสเตอร์หอพักแรงงานข้ามชาติเหมียวลี้ ไปจนถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่โรงพยาบาลว่านฟัง (Wanfang Hospital ) พบผู้อนุบาลต่างชาติติดเชื้อโควิด-19 ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการการป้องกันการแพร่ระบาดของกลุ่มแรงงานข้ามชาติของภาครัฐที่ไร้ประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันทำให้ปัญหาของแรงงานข้ามชาติที่มีมายาวนาน ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่มีการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งแรงงานข้ามชาติในไต้หวันขาดหลักประกันคุ้มครองสิทธิได้ปรากฏชัดขึ้น ไล่เซียงหลิง(賴香伶) ส.ส. พรรค TPP (Taiwan People’s Party) ได้จัดงานแถลงข่าวเชิญตัวแทนของกลุ่มเอ็นจีโอ กรมพัฒนากำลังแรงงาน  และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อหารือถึงวิธีการช่วยให้แรงงานข้ามชาติได้รับการคุ้มครองที่ดีขึ้นในสถานการณ์การแพร่ระบาด

ในงานแถลงข่าว ไล่เซียงหลิงชี้ว่า หลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เกิดการระบาดจากแรงงานข้ามชาติหลายกรณี รวมถึงเมื่อเดือนกุมภาพันธุ์ปีที่แล้ว กรณีผู้ติดเชื้อรายที่ 32 ซึ่งเป็นผู้อนุบาลชาวอินโดนีเซีย จนมาถึงคลัสเตอร์หอพักแรงงานข้ามชาติที่เหมียวลี่และกรณีโรงพยาบาลว่านฟางพบผู้อนุบาลติดเชื้อ แต่กลไกการป้องกันการแพร่ระบาดของรัฐบาลยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะ “แรงงานข้ามชาติที่ไม่มีบัตร” เป็นกลุ่มคนที่ถูกลืม

เธอชี้ว่า แรงงานข้ามชาติในไต้หวันไม่ถูกมองว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ กลับถูกมองว่าเป็นเพียงทรัพยาการแรงงานเท่านั้น ดังนั้นระเบียบกฎหมาย จึงกำหนดข้อจำกัดต่างๆ รวมถึงข้อจำกัดด้านประเภทงาน จำนวนคน ระยะเวลาการทำงานในไต้หวัน และใช้การต่อสัญญาจ้างงานเป็นระยะ ขณะเดียวกัน แรงงานข้ามชาติมักจะต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวในอัตราสูง ทั้งนี้ แรงงานข้ามชาติหลบหนีในไต้หวัน มากกว่า 30% อยู่ไต้หวันแบบผิดกฎหมายมานานกว่า 3 ปี และมากกว่า 10,000 คนอยู่แบบผิดกฎหมายนานกว่า 5 ปี หลังจากหลบหนี พวกเขาเหล่านี้ก็ยังเป็นกำลังแรงงานที่ทำงานอยู่ทั่วทุกมุมของไต้หวัน งานที่ทำไม่ต่างจากแรงงานข้ามชาติถูกกฎหมาย และอาจต้องเข้าออกสถานพยาบาลเป็นประจำ แต่พวกเขาเหล่านี้กลับขาดหลักประกันด้านการใช้ทรัพยากรทางการแพทย์ ทั้งนี้ เธอยังได้กล่าวถึงมาตรการของภาครัฐต่อแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการไม่เอาผิดแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเพื่อรณรงค์ให้พวกเขาเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคจากคลัสเตอร์ว่านหัว ไปจนถึงมาตรการรณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามอบตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ดูเหมือนว่าประสิทธิภาพในทางปฏิบัติจะมีจำกัด ทรัพยากรทางการแพทย์เหล่านี้จะเข้าถึงแรงงานได้อย่างไร หรือจะดึงดูดให้แรงงานข้ามชาติหลบหนีออกมาได้อย่างไร ยังคงเป็นภารกิจสำคัญ

หวูจิ้งหรู(吳靜如)นักวิจัยจากสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวัน (TIWA) ชี้ว่า ในส่วนของแรงงานข้ามชาติหลบหนี ตั้งแต่ปีที่แล้วได้เรียกร้องให้รัฐบาลใช้หลัก “ไม่ขับไล่ ไม่ทำโทษ ให้สถานะถูกกฎหมายอีกครั้ง” แต่สำหนักงานตรวจคนเข้าเมือง ผลักดันเพียง “มาตรการรณรงค์ให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเข้ามอบตัว” โดยผู้เข้ามอบตัวจะไม่ถูกส่งไปที่สถานกักกัน เสียค่าปรับในอัตราต่ำ และในอนาคตยังสามารถกลับเข้าไต้หวันได้ แต่ในความเป็นจริง แม้ว่าแรงงานข้ามชาติสามารถกลับมาไต้หวันได้อีกครั้ง ก็ไม่สามารถทำงานได้อีก เนื่องจากกระทรวงแรงงานระบุอย่างชัดเจนว่า ผู้ที่เคยถูกระบุว่าเป็นแรงงานข้ามชาติผิดกฎหมาย จะไม่สามารถมาทำงานในไต้หวันได้อีก ทั้งนี้ทั้งนั้น สาเหตุที่แรงงานหลบหนีก็เพื่อที่จะหายรายได้เลี้ยงชีพ หากไม่สามารถกลับมาทำงานในไต้หวันได้ ข้อยกเว้นโทษใด ๆ สำหรับพวกเขาแล้ว ก็ไม่เกิดประโยชน์อันเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

หวูจิ้งหรูยังได้ยกตัวอย่างของกรณีในต่างชาติที่คล้ายคลึงกัน โดยระบุว่าในช่วงการแพร่ระบาด หลายประเทศได้เปลี่ยนให้แรงงานมีสถานะถูกกฎหมาย ตัวอย่างเช่น เมืองไทยได้เปลี่ยนสถานะแรงงานข้ามชาติให้ถูกกฎหมายอีกครั้ง ส่วนโปรตุเกส ในช่วงการระบาดได้ให้ “สิทธิการเป็นพลเมือง” แก่ผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยอย่างเต็มที่ ไม่เพียงแต่สามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ยังได้รับสิทธิการรักษาพยาบาลอย่างครบถ้วน ในทางกลับกันสาเหตุที่แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายในไต้หวันหลบหนี ส่วนใหญ่เป็นเพราะนโยบายการเลือกปฏิบัติของรัฐบาล ซึ่งจำกัดสิทธิของแรงงานข้ามชาติในการโอนย้ายนายจ้าง หลังเกิดการแพร่ระบาด กระทรวงแรงงานก็ไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม กระทั่งไม่มีท่าทีห้ามปรามการออกคำสั่งห้ามแรงงานข้ามชาติออกนอกสถานที่ของเทศบาลเหมียวลี่ จนเมื่อเหมียวลี่ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว กระทรวงแรงงานถึงได้มีการเคลื่อนไหว สิ่งที่ปรากฏขึ้นในช่วงการแพร่ระบาด เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำของแรงงานข้ามชาติ ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลนอกจากควรเปลี่ยนสถานะแรงงานหลบหนีให้ถูกกฎหมายในช่วงที่มีการแพร่ระบาด ท้ายที่สุดแล้วควรแก้ไขข้อกฎหมาย แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อให้แรงงานข้ามชาติไม่ต้องหลบหนี จึงจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์การระบาดในอนาคตได้

สำหรับปัญหาการเปลี่ยนสถานะแรงงานให้ถูกกฎหมาย ตัวแทนกรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า ประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจจากทุกภาคส่วนมาอย่างยาวนาน นโยบายนี้มีความเกี่ยวข้องกับความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบมากมายในสังคม เป็นประเด็นที่ต้องการความเห็นพ้องต้องกันในนโยบายและภาคสังคม ดังนั้นจำเป็นต้องรวบรวมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน เพื่อประเมินผลให้รอบด้านจึงจะทำการอภิปรายต่อได้  อย่างไรก็ดี นักวิจัยหวูจิ้งหรู และส.ส.ไล่เซียงหลิงต่างรู้สึกไม่พึงพอใจกับคำตอบดังกล่าว  ส.ส.ไล่เซียงหลิงชี้ว่า ไต้หวันจำกัดแรงงานข้ามชาติโอนย้ายนายจ้าง ส่งผลให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบแรงงาน สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมาก และในระหว่างการต่อสู้กับโรคระบาดทั่วโลก ไม่มีผู้ใดควรถูกละเมิดสิทธิการักษาพยาบาลหรือสิทธิในการมีชีวิตเพียงเพราะปัญหาที่มาจากใบอนุญาตการทำงาน แต่นี่คือสถานการณ์ปัจจุบันในไต้หวัน เธอได้กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานแถลงข่าวไม่ได้คาดหวังว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขในชั่วข้ามคืน แต่การเริ่มต้นปรับปรุงสถานการณ์ที่ที่เลวร้ายของแรงงานข้ามชาติไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ยังไม่มีผู้ออกมาผลักดันในช่วงเวลานี้ต่างหาก

นักวิจัยหวูจิ้งหรู วิพากษ์วิจารณ์ คำตอบของกรมพัฒนากำลังแรงงานที่ไร้ซึ่งความรับผิดชอบ โดยชี้ว่าสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้ผ่อนคลายนโยบายโดยอนุญาตให้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายเหล่านี้ สามารถกลับเข้ามาไต้หวันได้ในอนาคต แต่กระทรวงแรงงานกลับปฏิเสธที่จะให้ผ่อนผันข้อจำกัดให้แรงงานข้ามชาติสามารถกลับมาทำงานในไต้หวันได้อีกครั้ง  ทำให้การส่งเสริมนโยบายมีข้อจำกัด เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า แอปพลิเคชันไลน์ “[email protected]移點通”ของกระทรวงแรงงาน เมื่อช่วงการระบาดรุนแรงในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนที่ผ่านมา ประชาสัมพันธ์เพียงข้อมูลการป้องกันโรคขั้นพื้นฐาน อย่างเช่น หมั่นล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัย เท่านั้น  แต่ไม่มีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลการประกาศห้ามโอนย้ายนายจ้างเป็นภาษาต่างประเทศให้แรงงานรับทราบ ประกอบกับที่ผ่านมา เมื่อเผชิญกับประเด็นแรงงานข้ามชาติ กระทรวงแรงงานมักจะใช้เหตุผล “มีความเกี่ยวข้องกับความคิดเห็นเชิงบวกและเชิงลบมากมาย ที่ต้องรวบรวมข้อมูลให้รอบด้าน”โดยไม่มีการตอบสนองอื่นๆ เป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างมาก

Related Articles

Back to top button
Close