ห้าม รง.ข้ามชาติย้ายงานข้ามประเภท สิทธิแรงงานถดถอย 13 ปี แรงงานอินโดฯชี้ รู้สึกผิดหวังมาก

กลุ่มแรงงานข้ามชาติชุมนุมประท้วงเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ต่อต้านการแก้ไขคำสั่งห้ามแรงงานข้ามชาติย้ายงานข้ามประเภท ขอให้คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนดำเนินการสอบสวน (รูปภาพ: สมาคมTIWA)

เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม กระทรวงแรงงานประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการแก้ “กฎหมายการว่าจ้างแรงงานข้ามชาติ มาตรา 46 ข้อที่ 1 วรรค 8 ถึง 11 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และขั้นตอนมาตรฐานการขอโอนเปลี่ยนงานหรือนายจ้าง” กำหนดให้นายจ้างงานประเภทเดียวกันมีสิทธิ์รับโอนย้ายเป็นลำดับแรก เพื่อแก้ปัญหาฟอกงานของแรงงานข้ามชาติที่นายจ้างร้องเรียนอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมชี้ว่า การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว เป็นการกีดกัดสิทธิการโอนย้ายงานข้ามประเภทของแรงงานข้ามชาติ ทำให้สิทธิแรงงานก้าวถอยหลังกลับไปก่อนปี 2008 มิหนำซ้ำยังเป็นการฉุดรั้งการพัฒนาของระบบการดูแลระยะยาวของไต้หวันอีกทั้ง

ภายใต้สถานการณ์โรคโควิด-19 ไต้หวันควบคุมพรมแดนอย่างเข้มงวด การเคลื่อนย้ายของแรงงานข้ามชาติชะลอตัวลง ทำให้การขาดแคลนแรงงานกำลังเป็นปัญหาในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงไต้หวันด้วย ภาคการผลิตและภาคการบริการในครัวเรือนการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติอย่างหนัก ช่องว่างขนาดใหญ่ของสภาพแวดล้อมการทำงานและสิทธิประโยชน์ที่แรงงานภาคการผลติและผู้อนุบาลต่างชาติได้รับมีความแตกต่างกันมาก ส่งผลให้ผู้อนุบาลข้ามชาติจำนวนไม่น้อยตัดสินใจย้ายไปทำงานโรงงาน สื่อได้เรียกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ว่า “การฟอกงาน” และเพื่อบรรเทาความไม่พอใจของนายจ้าง กระทรวงแรงงานได้เสนอร่างแก้ไขครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ เสนอให้จำกัดการเปลี่ยนย้ายประเภทงานของแรงงานข้ามชาติ ถึงแม้ว่ากลุ่มแรงงานข้ามชาติจะจัดการชุมนุมประท้วงต่อต้านการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวถึงสองครั้ง และยังเรียกร้องให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติช่วยดำเนินการตรวจสอบ อีกทั้ง ชิวเสี่ยนจื้อ (邱顯智) ส.ส.จากพรรคพลังใหม่(New Power Party)ก็ได้ทำประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 6 ส.ค. แต่กระทรวงแรงงานยังคงยืนยันความจำเป็นในการแก้ไขกฎหมาย และประกาศระเบียบใหม่อย่างเป็นทางการเป็นวันที่ 27 สิงหาคม

เดิมทีเสรีภาพในการเปลี่ยนย้ายประเภทงานของแรงงานข้ามชาติก็มีข้อจำกัดอยู่แล้ว แรงงานข้ามชาติจะได้รับอนุมัติเปลี่ยนย้ายงานข้ามประเภทได้ก็ต่อเมื่อนายจ้างหรือผู้ดูแลเสียชีวิตหรือย้ายถิ่นฐาน นายจ้างปิดโรงงานหรือปิดกิจการ หรือฝ่าฝืนสัญญาจ้างงาน และในกรณีที่สาเหตุไม่ได้เกิดจากตัวแรงงานข้ามชาติเอง เช่น แรงงานข้ามชาติตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ ถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดในสถานที่ทำงาน รวมถึงการถูกทารุณรุนแรง หรือการครบสัญญาจ้างงาน ฯลฯ  ซึ่งกรณีที่กล่าวมาข้างต้นนั้นมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก แต่ ณ ตอนนี้ เสรีภาพในการย้ายงานข้ามประเภทที่เข้มงวดอยู่แล้วกลับมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นอีก ตามระเบียบและเงื่อนไขการย้ายนายจ้างฉบับใหม่ของกระทรวงแรงงาน การย้ายงานในประเภทงานเดียวกันให้ใช้ระเบียบตามเดิม ส่วนการย้ายงานข้ามประเภทที่เดิมทีใช้วิธีตกลงกันสามฝ่ายนั้น เปลี่ยนเป็นต้องยื่นเรื่องผ่านหน่วยงานบริการจัดหางานของรัฐ และกำหนดให้นายจ้างงานประเภทเดียวกันมีสิทธิ์ได้รับโอนย้ายเป็นลำดับแรก หลังการประกาศหากเลยเวลาไประยะหนึ่ง ไม่มีนายจ้างงานประเภทเดียวกันว่าจ้าง หลังจากนี้แรงงานจึงจะสามารย้ายงานข้ามประเภทได้

ถึงแม้ว่าประกาศเน้นย้ำว่า “ให้สิทธิ์นายจ้างงานประเภทเดียวกันว่าจ้างก่อนเป็นลำดับแรก” นายเซวียเจี้ยนจง(薛鑑忠) ผอ. สำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงาน ก็กำชับว่า “ ไม่มีข้อห้ามเปลี่ยนย้ายประเภทงานอย่างชัดเจน ” เพียงแต่ระบุว่าให้นายจ้างงานประเภทเดียวกันมีสิทธิ์รับโอนย้ายก่อน แต่ในสภาวะที่ไต้หวันต้องเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานข้ามชาติ เป็นไปไม่ได้ที่นายจ้างงานประเภทเดียวกันจะไม่รับการโอนย้ายงาน  วังยิงต๋า ( 汪英達) ผู้อำนวยการ แผนกนโยบายแรงงานข้ามชาติ สมาคมบริการมวลชนนครเถาหยวนก็ได้กล่าวว่า “เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีงานประเภทเดียวกัน เพราะไต้หวันขาดแคลนแรงงานข้ามชาติมาช้านาน โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อนุบาล ซึ่งก็เป็นเพราะสวัสดิการสังคมที่ไม่เพียงพอ การแก้ไขระเบียบครั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้วก็เปรียบเหมือนการห้ามย้ายงานข้ามประเภท”

วังยิงต๋าวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกระทรวงแรงงานเอนเอียงไปทางนายจ้างและบริษัทจัดหางาน โดยคิดว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้นายจ้างพึงพอใจ ทำให้การจ้างแรงงานข้ามชาติมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นเรื่องที่ไร้สาระและน่าขันยิ่งนัก วิธีการนี้รังแต่จะทำให้แรงงานข้ามชาติไม่อยากมาทำงานในไต้หวันมากขึ้น “ในขณะที่ค่าจ้างของญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สูงกว่าไต้หวัน ก็เป็นจุดดึงดูดแรงงานข้ามชาติให้เดินทางไปประเทศเหล่านั้นมากพออยู่แล้ว  ไต้หวันกลับห้ามย้ายงานข้ามประเภท วิธีการที่เลวร้ายและก้าวถอยหลังเช่นนี้ น่าจะมีแต่กระทรวงแรงงานไต้หวันเท่านั้นที่กล้าทำ ”

สมาคมแรงงานข้ามชาติอินโดนีเซีย  (GANAS COMMUNITY ) ระบุว่า ต่อไปการที่จะมีคุณสมบัติตรงตามระเบียบใหม่ในการโอนย้ายงานฉบับใหม่ของกระทรวงแรงงานจะเป็นเรื่องที่ยากมาก “ปัจจุบันภาคครัวเรือนมีความต้องการแรงงานข้ามชาติในครัวเรือนสูง ประกอบกับน้อยนักที่แรงงานข้ามชาติในครัวเรือนจะยุติสัญญาจ้าง ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของผู้ได้รับการเลี้ยงดู หรือสาเหตุอื่นๆที่ศูนย์บริการจัดหางานระบุ การออกระเบียบใหม่ฉบับนี้ เป็นสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าเป็นเพราะเงินเดือนของผู้อนุบาลในปัจจุบันที่ต่ำกว่าเงินเดือนพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมการทำงาน ที่สิทธิ์การลาหยุดพักผ่อนขึ้นอยู่กับข้อตกลงบนสัญญาจ้าง รวมถึงสถาการณ์ที่ไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ใดๆ”

แรงงานข้ามชาติชาวอินโดนีเซียจำนวนมากไม่พอใจและชี้   “หากมีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของประชาชนไต้หวัน รัฐบาลจะตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แต่ภาครัฐกลับเงียบเฉยเมื่อกล่าวถึงค่าแรงที่ต่ำกว่ามาตรฐานที่ผู้อนุบาลต่างชาติได้รับ ในขณะที่ผู้อนุบาลต้องจ่ายเบี้ยประกันสุขภาพเพิ่มขึ้น” “ห้ามผู้อนุบาลต่างชาติเปลี่ยนไปทำงานภาคโรงงาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว นายจ้างมักใช้เหตุผลว่าผู้ถูกดูแลยังมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง และใช้ให้แรงงานไปทำงานอื่นนอกเหนือจากที่ระบุไว้ในใบอนุญาตการจ้างงาน เช่น ให้ไปทำงานเกษตร หรือทำงานโรงงาน” “น่าผิดหวังมาก” “หวังว่าปีหน้าแรงงานข้ามชาติภาคครัวเรือนจะได้ขึ้นเงินเดือน” “ทำไมตัดสินใจแก้ไขระเบียบโดยไม่ถามความเห็นของแรงงานข้ามชาติอย่างพวกเราเลย ?”

เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ระบุว่า การแก้ไขระเบียบในครั้งนี้ เกิดจากผลกระทบของโรคโควิด-19 นำไปสู่การโอนย้ายประเภทงานของแรงงานข้ามชาติ ทำให้นายจ้างไม่พอใจ ซึ่งการฟอกงานที่ว่านั้น เป็นเพียงประเด็นลวง ปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาของผู้อนุบาลข้ามชาติ เครือข่าย MENT ชี้ว่า เหตุผลสำคัญที่ผู้อนุบาลในครัวเรือนต้องการเปลี่ยนบ้ายงานข้ามประเภทไปทำงานโรงงาน เป็นเพราะจนถึงปัจจุบัน ผู้อนุบาลยังไม่ได้รับกาคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน “กฎหมายการบริการในครัวเรือน” ที่ภาคประชาสังคมเรียกร้อง ก็ถูกเพิกเฉยมาหลายต่อหลายปี ทำให้ผู้อนุบาลในครัวเรือนมีชั่วโมงการทำงานสูง (อาจต้องเตรียมพร้อมทำงานตลอด 24 ชั่วโมง) ได้รับค่าจ้างค่ำ (ได้รับค่าจ้างในแต่ละเดือนเพียง 17,000 เหรียญไต้หวัน) ไม่มีวันหยุดพักผ่อนที่แน่นอน (ตามสถิติของกระทรวงแรงงาน มีผู้อนุบาลเพียง 10% เท่านั้นที่มีวันหยุดทุกอาทิตย์ และมีผู้อนุบาลอีกจำนวนมาก ไม่เคยได้ลาหยุดตลอดระยะเวลาสัญญาจ้าง 3 ปี ) ไม่มีการประกันภัยแรงงาน จึงเป็นเรื่องปกติที่ทำให้ผู้อนุบาลอยากเปลี่ยนงานไปทำงานโรงงานที่มีหลักประกันได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน

เครือข่ายMENT วิพากษ์วิจารณ์กระทรวงแรงงานใช้เหตุผลว่าเพื่อคุ้มครองดูแลนายจ้างกลุ่มเปราะบางที่มีความต้องการแรงงานข้ามชาติ กึ่งบังคับให้ผู้อนุบาลในครัวเรือนต้องทำงานในสภาพแวดล้อมที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ขณะเดียวกัน เป็นการปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐบาลยังไม่สามารถพัฒนาจัดการระบบการดูแลระยะยาวได้อย่างเต็มรูปแบบ เครือข่ายMENTระบุว่า มาตรการห้ามแรงงานข้ามชาติเปลี่ยนย้ายงานข้ามประเภท ไม่เพียงแต่ละเมิดสิทธิของแรงงานข้ามชาติ แต่ยังแสดงให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการรับผิดชอบระบบดูแลระยะยาวของรัฐบาล การสร้างความลำบากให้แรงงานข้ามชาติ เท่ากับการขัดขวางการเติบโตของระบบการดูแลระยะยาว

เซวียเจี้ยนจง(薛鑑忠) ได้กล่าวตอบคำวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มแรงงานข้ามชาติว่า  แรงงานข้ามชาติรับทราบเนื้อหางานและได้ลงนามในสัญญาจ้างก่อนที่จะเดินทางมาไต้หวันแล้ว หากไม่ใช่สาเหตุที่เกิดจากตัวของแรงงานข้ามชาติก็ควรปฏิบัติตามสัญญาการจ้างงาน ดังนั้นการแก้ไขระเบียบจึงไม่ขัดกับสัญญาจ้างงานเดิม 3 ปี สำหรับการตอบสนองต่อการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานชี้ว่า เมื่อพิจารณาถึงความสามารถในการทำงานของชาวต่างชาติ จึงควรให้นายจ้างในงานประเภทเดียวกันได้รับสิทธิ์ว่าจ้างก่อน ดังนั้นจึงยังคงเนื้อหาตามร่างแก้ไขกฎหมายที่เคยประกาศก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปัญหาผู้อนุบาลต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้น ไม่มีการตอบถึงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม

Related Articles

Back to top button
Close