เรือประมงไต้หวันกดขี่บังคับใช้แรงงานบ่อยครั้ง วอนภาครัฐให้ความสำคัญสิทธิประโยชน์แรงงานประมงต่างชาติ

ไล่เซียงหลิง (賴香伶) .. พรรคประชาชนไต้หวัน(Taiwan People’s Party) ร่วมกับสภานิติบัญญัติเพื่อสังคมที่ชอบธรรมและสมาคมส่งเสริมนโยบายแรงงานได้จัดการประชุมในหัวข้อการดูแลจัดการเรือประมงไร้สัญชาติ หารือสิทธิประโยชน์แรงงานภาคประมง” (ที่มารูปภาพ: เฟจบุ๊คของไล่เซียงหลิง)

แรงงานข้ามชาติในไต้หวันถูกเอารัดเอาเปรียบในการทำงาน ดูเหมือนว่าจะกลายเป็นข่าวธรรมดาที่ยินเป็นประจำ  แต่รู้หรือไม่ว่า แรงงานประมงที่ทำงานอยู่กลางทะเลเป็นระยะเวลานาน กลับถูกขูดรีดและถูกเอาเปรียบมากกว่าหลายเท่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ไล่เซียงหลิง ส.ส. พรรคประชาชนไต้หวัน(Taiwan People’s Party)  ร่วมกับ “สภานิติบัญญัติเพื่อสังคมที่ชอบธรรมและสมาคมส่งเสริมนโยบายแรงงาน ” ได้จัดการประชุมในหัวข้อ “การดูแลจัดการเรือประมงไร้สัญชาติ หารือสิทธิประโยชน์แรงงานภาคประมง” โดยได้เชิญกรมประมง กระทรวงแรงงาน แนวร่วมกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนลูกเรือประมงต่างชาติ รวมถึงสมาคมไต้หวันเพื่อสิทธิมนุษยชน (Taiwan Association for Human rights – TAHR)  สหภาพแรงงานประมงอี๋หลาน กลุ่มกรีนพีซ (Greenpeace) และมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม เข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาบังคับใช้แรงงาน และร่วมกันหาแนวทางการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย

ไต้หวันมีแรงงานข้ามชาติประมาณ 700,000 คนในจำนวนนี้มีแรงงานประมงไม่น้อย ถือเป็นกำลังแรงงานสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจประมงของไต้หวันเติบโต แต่แรงงานประมงต่างชาติกลับมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ย่ำแย่ ถูกกดขี่ค่าแรง ถูกเอารัดเอาเปรียบ ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน ยิ่งไปกว่านั้นยังถูกทารุณกรรมและเกิดเหตุทำร้ายร่างกายบ่อยมาก ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากขาดการคุ้มครองสิทธิแรงงานประมงเหล่านี้  ซึ่งไต้หวันไม่เพียงแต่มีรายชื่ออยู่ใน “บัญชีประเทศผู้ผลิตสินค้าที่มีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับ” ที่จัดทำโดยกระทรวงแรงงานสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้ ยังถูกรวมอยู่ในกลุ่มรายชื่อเรือประมงที่ทำการประมงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย (IUU) ที่จัดทำโดยองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติของสหรัฐฯ อีกทั้งที่ผ่านมายังเคยเกิดเหตุการณ์ถูกต่อต้านจากกลุ่มผู้บริโภคต่างประเทศ เนื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน

จากรายงานการสำรวจ “เส้นทางแรงงานบังคับกลางทะเล : คดีลูกเรือประมงชาวอินโดนีเซีย” (Forced Labour at Sea: The Case of Indonesian Migrant Fishers)ที่รายงานโดยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ระบุถึงปัญหาการบังคับใช้แรงงานประมงของไต้หวันด้วย หลังจากที่กรีนพีซได้ตรวจสอบเรือประมงที่สงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้แรงงานประมงตั้งแต่ปี 2019 ถึง 2020 พบว่ามีเรือประมงที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันจำนวน 5 ลำ และเรื่องประมง“ต้าว่างเฮ้า” ที่ใช้สัญชาติวานูอาตู แต่ความจริงแล้วเป็นเรือประมงที่จัดการดูแลโดยชาวไต้หวัน ก็อยู่ถูกจัดอยู่ในรายชื่อเหล่านี้ด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอุตสาหกรรมประมงของไต้หวันมีปัญหารุนแรงด้านการบังคับใช้แรงงานและทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ปัญหาเก่าๆ ที่ชาวประมงต้องเผชิญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้แก่ สภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ย่ำแย่ ชั่วโมงการทำงานที่มากเกินไป ค่าจ้างที่ล่าช้า ความรุนแรงทางร่างกายและทางวาจา การขาดการตรวจสอบแรงงานของรัฐบาลและกลไกการป้องกันที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น นอกจากนี้ ชาวประมงที่ทำงานในไต้หวันยังถูกแบ่งออกเป็นสองระบบ คือ “ระบบการจ้างงานในประเทศ” และ “ระบบการจ้างงานนอกเขตแดนไต้หวัน”  ซึ่งแรงงานประมงต่างชาติในน่านน้ำทะเลสากลไม่ได้รับสิทธิการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้สังกัดอยู่ภายใต้การดูแลจากกระทรวงแรงงานแต่สังกัดภายใต้กรมการประมง  การใช้สองระบบเช่นนี้ ทำให้เกิดการปฏิบัติสองมาตรฐานในกลุ่มแรงงานข้ามชาติด้วยกันเอง หากต้องการยกระดับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง มักต้องอาศัยความร่วมมือข้ามกระทรวง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยากยิ่งกว่า

อีกปัญหาหนึ่งคือ  “เรือที่ไม่มีสัญชาติหรือชักธงโดยสะดวก” (Flag of convenience) เป็นเรือที่อยู่ในพื้นที่สีเทา อยู่นอกเหนือการควบคุมของกฎหมาย เรือที่จดทะเบียนสัญชาติอื่นเหล่านี้ ในความเป็นจริงแล้ว กลับอยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดยชาวไต้หวัน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเรือที่ให้จดทะเบียนสัญชาติของประเทศอื่นแบบหลวมๆเหล่านี้ ไม่สามารถบังคับใช้กฎระเบียบการจัดการประมงระหว่างประเทศ  ประกอบกับไต้หวันยังขาดกลไกในการกำกับดูแลและไม่มีขั้นตอนทางกฎหมายเพื่อตรวจสอบเรือเหล่านี้ ทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ไล่เซียงหลิง เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชนของแรงงานประมง รวมถึงระบุหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าของและกัปตันเรือ ทั้งนี้ “อนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 188(C188)” ว่าด้วยการทำงานในภาคการประมงขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Organization -ILO) ได้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนในปี 2017 แม้ว่าสภาบริหารได้สั่งการให้กระทรวงแรงงานปรับแก้กฎหมายตามอนุสัญญา ILO-C188 แต่ก่อนที่ร่างดังกล่าวจะเสร็จสิ้น หน่วยงานที่มีอำนาจควรสร้างกลไกการตรวจสอบสภาพแวดล้อมแรงงานประมงเสียก่อน นอกจากนี้ เพื่อจัดการกับเรือประมงไร้สัญชาติที่อยู่ในพื้นที่สีเทาของกฎหมาย แนวร่วมกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนลูกเรือประมงต่างชาติได้เสนอมาตรการปรับปรุงแก้ไขต่อกรมประมงและกระทรวงแรงงานก่อนหน้านี้แล้ว อย่างไรก็ดี หวังว่า “แผนปฏิบัติการด้านการประมงและสิทธิมนุษยชน” ที่ร่างด้วยกรมประมงนั้น จะสามารถปฏิรูปจัดการระบบเรือที่ไม่มีสัญชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาการบังคับใช้แรงงานที่เกิดขึ้นบนเรือประมงนอกเขตน่านน้ำทะเล  รวมถึงแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย

Related Articles

Back to top button
Close